บาดแผลวัยเด็กสร้าง Cognitive Function ได้อย่างไร?

แม้ทฤษฎี MBTI ส่วนใหญ่จะบอกว่าไทป์ของเราถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิด แต่จากประสบการณ์สังเกตคนรอบตัว โดยเฉพาะคู่แฝดที่ผมรู้จักถึง 3 คู่ กลับมีไทป์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่หน้าตาเหมือนกันและโตมาในบ้านหลังเดียวกัน

นั่นทำให้ผมเชื่อว่าบาดแผลและรายละเอียดเล็กๆในวัยเด็กคือตัวแปรสำคัญครับ ไม่ว่าจะเป็น ใครถูกโอ๋ก่อน? ใครได้กินนมก่อน? ใครป่วยบ่อยกว่า? หรือใครแย่งของเล่นชนะ?

สิ่งเหล่านี้บีบให้เด็กคนหนึ่งต้องสร้างอาวุธเพื่อเอาตัวรอดและอาวุธชิ้นนั้นแหละครับ ที่พัฒนามาเป็น Cognitive Function หลักของเรา

กลุ่มรับข้อมูล “โลกนี้ปลอดภัยด้วยวิธีไหน?”

Si (Introverted Sensing): “ความปลอดภัยคือกฎระเบียบ”

  • สภาพแวดล้อม: มักเติบโตมาในบ้านที่เข้มงวด คาดหวังความสมบูรณ์แบบหรือพ่อแม่ดุมาก
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่า ถ้าฉันทำตามที่บอกเป๊ะๆฉันจะรอดหรือถ้าฉันจำกฎได้ทุกข้อ ฉันจะไม่โดนลงโทษ
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนที่แม่นยำเรื่องรายละเอียด เคารพกฎ และรู้สึกไม่ปลอดภัยถ้าต้องทำอะไรนอกกรอบ

Se (Extroverted Sensing): “ความปลอดภัยคือการตื่นตัว”

  • สภาพแวดล้อม: บ้านที่วุ่นวาย คาดเดาไม่ได้ หรือต้องช่วยเหลือตัวเองทางกายภาพ เช่น ต้องทำงานแต่เด็ก หรือเล่นกีฬาที่ต้องแข่งขันสูง
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่า ฉันต้องตาไว มือไว หลบให้ทัน หรือ ถ้าฉันมัวแต่คิด ฉันจะเจ็บตัว ต้องอยู่กับปัจจุบันตรงหน้าเท่านั้นถึงจะรอด
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนที่ปฏิกิริยาไว แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง และไม่ชอบนั่งคิดกังวลเรื่องอนาคต

Ni (Introverted Intuition): “ความปลอดภัยคือการดักทาง”

  • สภาพแวดล้อม: พ่อแม่อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หรือสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่เชื่อถือไม่ได้
  • จุดประกาย: เด็กต้องคอยสังเกต สัญญาณเงียบ เช่น สีหน้าพ่อ เสียงเดินของแม่ เพื่อคาดเดาว่า วันนี้ระเบิดจะลงไหม? เขาต้องมองข้ามช็อตไปในอนาคตเพื่อเตรียมหนี
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนที่มีลางสังหรณ์แม่นยำ อ่านเกมขาด และชอบวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันเหตุร้าย

Ne (Extroverted Intuition): “ความปลอดภัยคือทางหนีทีไล่”

  • สภาพแวดล้อม: บ้านที่น่าเบื่อหน่าย กดดัน หรือตึงเครียดจนเด็กอยากหนีไปให้พ้น
  • จุดประกาย: เด็กจะใช้จินตนาการเพื่อหลบหนีความจริงที่เจ็บปวด หรือใช้ความตลกและความคิดสร้างสรรค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ใหญ่ที่กำลังโกรธ
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนช่างฝัน มองโลกในแง่ดี เพื่อกลบความเครียดและมีไอเดียพรั่งพรูตลอดเวลา

2. กลุ่มตัดสินใจ “ฉันจะมีคุณค่าได้อย่างไร?”

Fe (Extroverted Feeling): “ฉันมีค่าเมื่อทุกคนมีความสุข”

  • สภาพแวดล้อม: พ่อแม่ที่มีปัญหาความสัมพันธ์ หรือเด็กที่ต้องรับบทเป็นกาวใจในบ้าน
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่าถ้าฉันทำตัวดีและดูแลความรู้สึกทุกคน พ่อแม่จะไม่ทะเลาะกัน หรือ ฉันต้องเป็นเด็กดี พ่อแม่ถึงจะรัก
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนที่แคร์ความรู้สึกคนอื่นมาก่อนตัวเองและเก่งเรื่องการอ่านบรรยากาศ

Te (Extroverted Thinking): “ฉันมีค่าเมื่อฉันทำสำเร็จ”

  • สภาพแวดล้อม: พ่อแม่ที่ให้ค่ากับ ผลการเรียน หรือ ความสำเร็จ มากกว่าความรู้สึก หรือบ้านที่ขาดผู้นำจนเด็กต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่า น้ำตาไม่ช่วยอะไร ผลลัพธ์เท่านั้นที่พิสูจน์ค่าของฉัน ต้องรีบโต รีบจัดการปัญหาให้จบๆ ไป
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนบ้างาน มุ่งมั่น และชอบควบคุมสถานการณ์เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย

Fi (Introverted Feeling): “ฉันต้องรักษาตัวตนไว้ไม่ให้ถูกกลืน”

  • สภาพแวดล้อม: ถูกบังคับให้เป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ หรือไม่มีใครรับฟังความรู้สึกจริงๆ
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่า โลกภายนอกไม่มีใครเข้าใจฉัน ฉันต้องสร้างโลกภายในที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องความรู้สึกที่แท้จริงของฉันไว้
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ยึดมั่นในอุดมการณ์ และซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองอย่างรุนแรง

Ti (Introverted Thinking): “ฉันต้องเข้าใจโลกที่ไร้เหตุผลนี้”

  • สภาพแวดล้อม: ถูกละเลยทางอารมณ์ หรือถูกเลี้ยงดูมาแบบไร้เหตุผลจากผู้ใหญ่ใช้อารมณ์ตัดสิน
  • จุดประกาย: เด็กเรียนรู้ว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้และวุ่นวาย ฉันจะเชื่อแค่ตรรกะและเหตุผลเท่านั้น เขาจึงแยกตัวออกมาสังเกตการณ์และวิเคราะห์ทุกอย่างเงียบๆ
  • ผลลัพธ์: โตมาเป็นนักคิดที่ชอบหาเหตุผล ชอบอยู่คนเดียว และไม่ค่อยแสดงออกทางอารมณ์

บทวิเคราะห์: กรณีศึกษาคู่แฝด (ISTJ vs ENFP)

ผมจะขอเล่าถึงฝาแฝดคู่นึงที่ผมรู้จัก ทั้งคู่มีหน้าตาที่เหมือนกันมาก หลังจากได้ทำความรู้จักกันระยะนึง คนนึงมีไทป์ ISTJ (Si-Te-Fi-Ne) และอีกคนไทป์ ENFP (Ne-Fi-Te-Si)

เป็นเคสที่ทั้งคู่ที่ใช้ฟังก์ชันชุดเดียวกันแต่กลับหัวกลับหางกัน อาจเป็นเพราะเมื่อคนนึงเลือกบทบาทหนึ่งไปแล้ว อีกคนโดยสัญชาตญาณมักจะเลือกบทบาทตรงข้าม เพื่อไม่ให้ทับไลน์กันเองครับ

แฝด A (ISTJ): เกราะแห่งความทรงจำ (Si-Dom)

  • สมมติฐาน: เด็กคนนี้อาจรับบทบาทเป็น ผู้แบกรับ หรือ เด็กดี ในสภาพแวดล้อมวัยเด็ก เขาอาจเรียนรู้ว่าความปลอดภัย เกิดจากการทำทุกอย่างให้ถูกต้องและคาดเดาได้
  • กลไก: เมื่อบ้านมีความวุ่นวาย Si จะทำงานโดยการจำกฎทุกข้อและเก็บรายละเอียดเพื่อไม่ให้พลาด ส่วน Te พัฒนาขึ้นเพื่อจัดการสิ่งต่างๆ ให้เรียบร้อย ลดความเสี่ยงที่จะโดนดุ

แฝด B (ENFP): ปีกแห่งจินตนาการ (Ne-Dom)

  • สมมติฐาน: เมื่อพื้นที่ของเด็กเรียบร้อยถูกแฝด A ยึดไปแล้ว แฝด B จึงต้องหาทางรอดใหม่ด้วยการเป็น ตัวสร้างสีสัน หรือ ผู้หลบหนี
  • กลไก: Ne จะทำงานเพื่อพาเขาหนีจากความจริงที่น่าอึดอัดหรือจากการที่โดนเปรียบเทียบกับพี่ ไปสู่โลกจินตนาการ หรือใช้ความตลกเบี่ยงเบนความสนใจ ส่วน Fi พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาความรู้สึกข้างใน เพราะโลกภายนอกถูกควบคุมโดยกฎระเบียบของแฝด A ไปหมดแล้ว

เคสนี้ชี้ให้เห็นว่า Si และ Ne อาจเกิดจากต้นตอเดียวกันคือ ความไม่มั่นคงในใจ

บางทีแฝด A (ISTJ) อาจจะเป็นคนที่ไม่ค่อยป่วย เลยต้องรับบทพี่เลี้ยงดูแลแฝด B ที่ป่วยบ่อย ทำให้เขาต้องฝึกความรับผิดชอบ Te และความรอบคอบ Si ตั้งแต่เด็ก ในขณะที่แฝด B (ENFP) ได้รับการดูแลเอาใจใส่ จึงมีอิสระทางความคิดมากกว่า

ทั้งคู่ไม่ได้เกิดมาต่างกัน แต่สถานการณ์บังคับให้พวกเขาต้องหยิบอาวุธคนละชิ้น เพื่อให้มีที่ยืนในบ้านหลังเดียวกันครับ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบทวิเคราะห์ส่วนตัวของผมนะครับ ยังมีความเป็นไปได้อีกมากมาย เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรลองแชร์กันได้ตามที่ต่างๆที่มีการคุยกันเรื่องนี้นะ

Scroll to Top